บทความ
แม่ทัพ (อ่าน 1198/ตอบ 0)

แม่ทัพ

 

เรไร    ไพรวรรณ์

 

          คำว่า แม่ เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งให้ความรู้สึกหลายอย่าง นอกจากแม่จะหมายถึง
ผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูลูก คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูตนตามที่พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน .. 2542 (2546:876) กำหนดไว้แล้ว คำว่าแม่ยังหมายรวมถึงความรักความผูกพัน และความหมายที่ให้รับรู้ถึงภาระอันยิ่งใหญ่ที่แม่จะต้องรับผิดชอบ เฝ้าคอย
ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูแต่เล็กจนเติบใหญ่อีกด้วย โดยนัยนี้คำในภาษาไทยจึงเรียก
แผ่นดินเกิดว่า แผ่นดินแม่ ภาษาที่ใช้มาแต่อ้อนแต่ออกว่า ภาษาแม่ เรียกบุคคลที่ต้อง
รับผิดชอบภาระงานใหญ่ๆ ว่า แม่งาน เรียกสิ่งที่เป็นต้นแบบรวมทั้งครูบาอาจารย์ว่า แม่พิมพ์ เรียกคนที่เป็นกำลังสำคัญในการงานว่า แม่แรง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเพศหญิงก็ตาม แสดงให้เห็นว่าเป็นการยกย่องและให้เกียรติแก่เพศหญิงอย่างยิ่ง

          คำว่า แม่ทัพ เป็นอีกคำหนึ่งซึ่งนำคำว่าแม่มาใช้เรียกบุคคลที่มีภาระหน้าที่สำคัญใน
การป้องกันประเทศชาติและเอกราช บทบาทหน้าที่ของแม่ทัพจะเห็นได้อย่างชัดเจนใน
ยามสงคราม ซึ่งแม่ทัพจะเป็นผู้รับผิดชอบในการบัญชาการรบในการศึกนั้น รวมทั้งเป็นขวัญกำลังใจและกำลังความคิดของกองทัพด้วย การตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งของแม่ทัพจึงย่อมส่งผลถึงประเทศชาติด้วย ดังนั้นการเลือกตัวผู้มาทำหน้าที่แม่ทัพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในวาระที่จะสงครามได้อย่างดี ในตำราพิชัยสงครามได้กล่าวถึงวิธีการเลือกแม่ทัพและพาหนะ
ไว้ดังนี้

 

การเลือกแม่ทัพ

          ในสมัยก่อนการเลือกแม่ทัพนอกจากจะพิจารณาคัดเลือกจากผู้มีสติปัญญา ความรู้
ความสามารถในการสงคราม มีความเพียรพยายาม กล้าหาญและเด็ดขาดแล้วคุณสมบัติของ
แม่ทัพไทยยุคก่อนยังกำหนดไว้อีกว่า แม่ทัพจะต้องเป็นผู้มีดวงชะตาเป็นคุณแก่ประเทศชาติขณะนั้นหรือดวงชะตาให้คุณแก่พระมหากษัตริย์ ซึ่งในตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ว่า

                   ถ้าว่าเมืองใดก็ดี        ท่านท้าวจักรี              เสวยสมบัติสวรรยา

          จะใช้อำมาตยเสนา                ผู้มีปัญญา                 ไปราชการสงคราม

          หาโชกเพลาวันยาม               ให้เลือกเอานาม                   ผู้ไปยุทธจงดีเจริญไชย

          ถ้าว่าชะตาผู้ใด                     ให้คุณท้าวไท้             ผู้ผ่านพิภพโลกา

          ให้คุณทงงเมืองธารา              ขับในชะตา                แลได้ทงงโชคจตุรงค

          คิดอ่านแกว่นการมั่นคง           ภูลปรีชายง               ไปยุทธชำนะสงคราม

          บรราชศัตรูเกรงขาม               ไชเยชดูงาม               ปรสิทธิเดชมหิมา

          ทั่วทุกปรเทศนานา                ฦาพระเดชา               จัตุรงคเรืองสืบไป

          ถ้าว่าชะตาผู้ใด                     จัตุรงค์หมีได้              บเปนคุณในสงคราม

          ศึกเสี้ยนศัตรูบขาม                ใช้ไปสงคราม             เขาขัดหมีได้ก็จำไป

          ราชการอย่าได้ไว้ใจ                เปนนายกองใหญ่        อย่าทำให้เสียราชการ*

 

(ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ )

 

วิธีการตรวจสอบดวงชะตาของผู้ที่จะเป็นแม่ทัพนายกองพันนั้นมีบ่งไว้ว่า

                  

ให้ต้งงสวัสดีเปนปรธาน                  ลบบวกคูนหาน           จงเที่ยงอย่าแปลกทำตาม

เอาเสศให้ต้องด้วยนาม                    นายกองสงคราม                  ทงงยุกกระบัดเกียกกาย

นายทับนายกองทงงหลาย                 คูนหานบวกทาย                   เอาเสศให้องตำรา

ได้ส่วนผู้ใดจงตรา                           กำลงงเทวา               ให้ถ้วนทงงแปดพระองค์

เอาคนเจ้าการตงงลง                        อินทรีย์อันปลง           มาบวกด้วยเกนอันตรา

เอาพิศยี่สิบเจดตำรา                        บวกเพิ่มเกนมา          ต้งงไว้อย่าได้นิ่งนาน

สามลบคือแก้วตรีการ                       เอาสามสิบหาน          ในพระบาระมิตา

ถ้าเสศลดต่ำลงมา                           เอานพเทวา               คือพระเนาวหรคุณ

หานไปอย่าให้เสศสูญ                      ถ้าค่ำบวกหนูน           ผิ้สูงเร่งให้ลบลง

ได้เสศผู้ใดมั่นคง                            เสศนั้นประสงค          ให้ตราตงงไว้จงดี*

 

(ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ )

 

          เศษที่คำนวณได้นี้จะบอกให้รู้ว่าแม่ทัพนายกองนั้นได้นามใด เพื่อเลือกตัวแม่ทัพ
นายกองซึ่งมีนามเข้ากันได้หรือเป็นมิตรกันให้ไปทำงานร่วมกัน ผู้ที่ได้นามเป็นอริกัน เช่น
ครุฑนาม และนาคนามนั้น ก็มิให้ไปด้วยกันดังนี้ คงจะเป็นเคล็ดให้กองทัพมีความสามัคคีกัน
ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการทำสงคราม เศษที่ได้มีนามกำหนดไว้ดังนี้

                เสศหนึ่งชื่อครุฑปักษี            เสศสองธิบดี              พยัฆนามมหิมา

เสศสามสีหนามราชา                       เสศนี้ฤทธา               นุภาพชื่อราชสีห

หานไปได้เสศทุกที                          ผิ้ได้เสศสี่                 นั้นชื่อสุนักขนาม

เสศห้าสมณชีพราหมณ์                     ชื่อมุสิกกะนาม           พฤหัสบดีอาจารย์

เสศหกนายกองผู้หาน                      อัชนามสถาน             สถิตยในป่าพงพี

เสศเจดเยาวราชอันมี                       นามนาควิถี               คือศรีกระบี่หณุมาน

* ใช้ตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม

 

 


 

เสศแปดคือพญาคชสาร                    มีฤทธห้าวหาน           แลอยู่ในป่าหิมวัน

ลบบวกคูนหานอย่าผัน                     ทำตามชอบธรรม        เปนศรีสวัสดิมงคล

มีไชยได้เชลยเกิดผล                        แต่งช้างแต่งพล          อย่าเพี้ยนฉะบับโบราณ

ให้นายกองพลสถาน                        บวกลบคูนหาน           แต่โดยฉบับมีชัย

ได้เสศในกองผู้ใด                           เปนมิตรสบไสมย        อันชอบด้วยนามแก่กัน

มัทยัดสัจซื่อโดยธรรม                      คิดอ่านด้วยกัน           จเปนมิ่งมิตรอันเดียว

พร้อมคิดพร้อมการฉับเฉียว               เข้าคิดกลมเกลียว        ชอบการราชดูงาม

ผิ้เสศหมิต้องด้วยนาม                      ปราบเสี้ยนสงคราม      ขัดค่องบ่ค่องหมีดี*

 

(ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ )

 

          การคำนวณหานามพิชัยสงครามนี้อีกวิธีหนึ่งคือดูจากปีเกิดซึ่งจะกำหนดไว้เป็น
รายละเอียดว่าผู้เกิดปีใดควรจะทำงานร่วมกับผู้เกิดปีใดจึงจะได้ผลดี ดังนี้

                            

                                      ปีชวดนามครุทธ

                             แกล้วกลางรณยุทธ                          เปนจอมโยธา

                             มแมปีกซ้าย                                 ปีขาลปีกขวา

                             ปีกุญชันษา                                   ให้นำพลจร

                                      ฉลูพยักฆนาม

                             ธิบดีสงคราม                                 องอาจสังหอร

                             รกาทักสิน                                    มเสงอุดร

                             นำหน้านิกร                                  มแมฤทธิไกร

                                      ขาลได้สิงหนาม

                             ศัตรูเขดขาม                                 จินดาดุจใจ

                             มแมปีกขวา                                  ชวดซ้ายชิงไชย

                             นำหน้าคลาไคล                             มเสงชันษา

                                      ผู้จอมสงคราม                    

                             ได้สนุกขนาม                                ปีเถาะเจษฎา

                             มเมียปีกซ้าย                                มโรงปีกขวา

                             นำพลยาตรา                                 ปีจอบวร

                                     

* ใช้ตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม

 


 

                             มแมทักษิณ                       

 

นายกโยธา

                             มโรงชันษา                                   มุลิกะนามกร

                                                                             ชวดอยู่อุดร

                             ผู้นำพลจร                                    ปีกุญฤทธา

                                      มเสงอัชนาม

                             นายกสงคราม                               ปีกขวาระกา

                             มแมปีกซ้าย                                 เรืองฤทธเจษฎา

                             ปีขาลมหิมา                                  นำหน้าพลผลาญ

                                      มเมียนาคนาม                    

                             ธิบดีสงคราม                                 ปีกซ้ายปีขาล

                             ปีกุญปีกขวา                                  แกล้วกล้าไชยชาญ

                             ปีชวดห้าวหาญ                               ข่มข้านาคอร

                                      มแมนามครุทธ

                             เปนจอมพลยุทธ                                      ครุทธพลจรัลจร

                             มเมียปีกซ้าย                                ฝ่ายทิศอุดร

                             มโรงสังหร                                   นำหน้าสังหาร

                                      ปีกวอกเลิศลักษ

                             จงได้นามพยัก*                                      จักมีไชยชาญ

                             มเมียปีกซ้าย                                ขวาเอาปีขาล

                             รกาผาดผลาญ                               นำหน้าโยธา

                                      รกาองอาจ

                             ได้นามสีหราช                               เดชเจษฎา

                             มแมปีกซ้าย                                 ฉลูปีกขวา

                             นำหน้าพลยาตรา                           มเมียแรกการ

                                      ปีจอธิบดี

                             สุนักขนามมี                                 เดชะแสนศาล

                             ปีเถาะปีกขวา                                ฉลูซ้ายพลหาร

                             ปีวอกไชยชาญ                               นำหน้าชิงไชย

                                      กุญมุสิกนาม

                             ผู้แกล้วสงคราม                              ศัตรูหวาดไหว

                             มแมปีกขวา                                  วอกซ้ายฤทธิไกร

                             นำหน้าพยู่หไคล                                      มโรงมหิมา

 

* ในรัชกาลที่ เป็น จงได้นามยักษ

(ตำราพิไชยสงครามคำกลอน)

จากคำประพันธ์ข้างต้นสรุปว่าปีเกิดที่ควรทำงานร่วมกันมีดังนี้

 

ปี

นาม

ปีที่ควรทำงานร่วมกัน

ชวด

ครุฑนาม

มะแม

ขาล

กุน

ฉลู

พยัคฆนาม

ระกา

มะเส็ง

มะแม

ขาล

สิงหนาม

มะแม

ชวด

มะเส็ง

เถาะ

สุนักขนาม

มะเมีย

มะโรง

จอ

มะโรง

มุสิกนาม

มะแม

ชวด

กุน

มะเส็ง

อัชนาม

ระกา

มะแม

ขาล

มะเมีย

นาคนาม

ขาล

กุน

ชวด

มะแม

ครุฑนาม

มะเมีย

มะโรง

 

วอก

พยัคฆนาม

มะเมีย

ขาล

ระกา

ระกา

สีหนาม

มะแม

ฉลู

มะเมีย

จอ

สุนักขนาม

เถาะ

ฉลู

วอก

กุน

มุสิกนาม

มะแม

วอก

มะโรง

 

 

          การทำศึกสงครามเป็นการใหญ่ที่ส่งผลเดือดร้อนเสียหายไปทุกหย่อมหญ้าอาจสูญเสียทรัพย์สิน ชีวิตและเสียเอกราชได้ถ้าแม่ทัพบัญชาการรบไม่ดี ดังนั้นการพิจารณาคัดเลือกแม่ทัพนายกองนอกจากจะคัดเลือกกันที่ฝีมือแล้ว ยังคัดเลือกผู้ที่มีความร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อประเทศชาติด้วย ในสมัยก่อนใช้วิธีพิจารณาคัดเลือกแม่ทัพนายกองไปทำงานร่วมกันโดยดูจากนามตามอักษรชื่อประกอบด้วย ซึ่งในตำราพิชัยสงครามให้วิธีการตั้งนามตามอักษรชื่อไว้ดังนี้

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นประกอบด้วยอักษรนี้ อา อี อู เอ โอ  ผู้นั้นชื่อครุฑนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นประกอบด้วยอักษรนี้            ไซร้ผู้นั้นชื่อพยัคฆนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นประกอบด้วยอักษรนี้           ไซร้ผู้นั้นชื่อสีหนามแล

¤  ผู้ใดชื่อนั้นกอปรด้วยอักษรนี้       ไซร้ผู้นั้นชื่อสุนัขนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นกอปรด้วยอักษรนี้      ไซร้ผู้นั้นชื่อนาคนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นกอปรด้วยอักษรนี้     ไซร้ผู้นั้นชื่อมุสิกนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นกอปรด้วยอักษรนี้         ไซร้ผู้นั้นชื่อคชนามแล

¤  ถ้าผู้ใดชื่อนั้นกอปรด้วยอักษรนี้           ไซร้ผู้นั้นชื่ออัชนามแล

 

(ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ )

                   นอกจากนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่านามใดเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับนามใด เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกแม่ทัพ ดังนี้

 

ศัตรู

ศัตรู

ศัตรู

          ครุทธนาม                      พยัฆนาม                          สิหนาม

          นาคนาม                       มุสิกนาม                          คชนาม

 

ศัตรู

          สุนักขนาม

          อัชนาม                           เท่านี้นามเป็นศัตรูกันแลฯ

 

มิตร

มิตร

มิตร

          ครุทธนาม                     สิหนาม                                   นาคนาม

          พยัฆนาม                     สุนักขนาม                      มุสิกนาม

 

มิตร

          คชนาม

          ๖ อัชนาม                           เท่านี้นามเป็นมิตรกันแลฯ

 

(ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ )

 

          ดวงชะตาของแม่ทัพนายกองนี้เชื่อกันว่าจะสามารถคุ้มพลทหารได้ จึงต้องตรวจตรากันอย่างละเอียด ส่วนทหารชั้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่แม่ทัพนายกองก็ไม่จำเป็นต้องตรวจดูดวงชะตาตามวิธี
ดังกล่าว นอกจากนี้ตัวผู้เป็นแม่ทัพนายกองในสมัยนั้นยังต้องมีความรู้พิเศษอย่างหนึ่งคือ
วิชาแต่งคน ซึ่งเป็นความรู้ทางไสยศาสตร์แขนงหนึ่ง ผู้เป็นแม่ทัพนายกองจะใช้ความรู้
ทางไสยศาสตร์คุ้มภัยให้ทหารของตนด้วย วิชาแต่งคนนี้มีใช้ต่างๆ กัน เช่น เสกน้ำมันหอม
น้ำมันงาให้ทา เสกปูนป้ายคอ เสกหญ้าหรือใบไม้ให้กิน (เทพย์ สาริกบุตร 2500 :
232-236)
เป็นต้น

 

ในเรื่องขุนช้างขุนแผน   พลายแก้วแต่งคนด้วยการเสกน้ำมันให้ทาดังคำกลอนว่า

 

                   ครานั้นพลายแก้วผู้แม่ทัพ      ยืนขยับดังพระยาราชหงส์

          เรืองฤทธิ์เชี่ยวชาญการณรงค์              เห็นลาวยกพลตรงมาครามครัน

                   จึงชวนผู้รั้งทั้งสามคน                       ให้จัดแจงแต่งตนขมีขมัน

                   ตรวจตราพลไพร่ให้พร้อมกัน              ผูกพันเครื่องรบในสงคราม

                   เจ้าพลายแก้วก็เสกน้ำมันให้               ทาไพร่ทานายสิ้นทั้งสาม

                   แต่งตัวขึ้นม้าสง่างาม                       ตามยามเลิศล้วนประสิทธิ์ดี

ขุนช้างขุนแผน

 


 

พาหนะ

          เมื่อเลือกได้ตัวแม่ทัพนายกองตามวิธีหานามพิไชยสงครามแล้ว นามนั้นนอกจากจะ
บ่งให้รู้ถึงผู้ร่วมงานแล้วยังบอกรวมไปถึงพาหนะด้วย พาหนะที่จะเลือกใช้สำหรับแม่ทัพนายกองนั้นจะต้องมีนามเป็นศรีกับผู้ขี่ รวมทั้งเครื่องประดับและสีสันด้วย ดังในตำราพิไชยสงคราม
คำกลอนว่า

          ช้างม้าให้ได้นามศรี    สำหรับผู้ขี่      ประกอบให้ชอบชวนใจ

 

และในสวัสดิรักษา ว่า

 

          อนึ่งพาชีที่ขี่ขับประดับงาม    ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย

                                                                   (สวัสดิรักษา)

                                                         

          นอกจากจะเลือกพาหนะที่มีนามเป็นมงคลกับผู้ขี่แล้ว พาหนะเหล่านี้ยังต้องประกอบด้วยลักษณะที่ดีและเป็นมงคลด้วย เช่น

 

          ม้า ลักษณะของม้าที่ดีนั้นต้องมีรูปร่างดังราชสีห์และสิงห์  จักษุดังมหิงษ์และมฤค น้ำในจักษุเป็นมัน ดวงจักษุกลมดำขลับดังขนตานกแขกเต้า ขนกายทั่วไปเกรียนดังขนโคป่า อกใหญ่
วงน่องดังราชสีห์ เท้าเรียว จุดเส้นข้อเท้าดังขนจามรี หูปลายแหลมงอนดังฝักบัวอ่อน ฟันถ้วน
12
ซี่และหางสั้น (สมบัติ   จำปาเงิน  2515 : 423-424) ส่วนมงคลลักษณะของม้านั้นให้ดู
จากขวัญ ตามปกติม้าจะมีขวัญตามร่างกายอย่างน้อยคู่หนึ่ง ถ้ามีเพียงขวัญเดียวถือเป็นม้าโทษ ขวัญมงคลของม้านั้นกำหนดไว้ตามตำแหน่งต่างๆ 4 แห่ง คือ

                   1. รักแร้ทั้ง 2 ข้าง

                   2. ปลายปาก

                   3. กระหนาบทวารเบา

                   4. ในที่ต่างๆ ที่นับว่าดี คือ

                             4.1 ขวัญที่แปลงคอรูปเหมือนพระขรรค์

                             4.2 ขวัญที่หน้าผากรูปเหมือนดอกบัว

                             4.3 ขวัญที่คอรูปเหมือนพรวนที่ห้อย

                             4.4 ขวัญที่หลังรูปเหมือนคันร่ม

                             4.5 ขวัญที่ปลายหูรูปเหมือนเปลวไฟ

 

 

          ในราชาธิราช กล่าวถึงลักษณะม้าของสมิงพระรามคราวจะออกสู้รบกับกามะนีว่า
มีลักษณะดังนี้

                   . . . เห็นลูกม้านั้นรูปงาม   ประกอบด้วยลักษณะดีต้องอย่าง

                   สมเป็นม้าสำหรับรบศึก  จึงเอามือต้องหลังดู ม้านั้นมิได้อ่อน

                   หลังทรุดลงดุจม้าทั้งปวงที่เลือกมาแต่หลัง  ก็รู้ว่าม้าตัวนี้มีดี

                   กำลังมากหาม้าอื่นเสมอมิได้

(ราชาธิราช)

 

          ส่วนม้าสีหมอกของขุนแผนนั้นกล่าวว่ามีลักษณะดังนี้

                   . . .                                         มันออกวันเสาร์ขึ้นเก้าค่ำ

                   ร้ายกาจหนักหนานัยน์ตาดำ               เห็นม้าหลวงข้ามน้ำก็ตามมา

                   . . .

                   ลักษณะถูกต้องตามตำราสิ้น               ดังองค์อินทร์เทวราชประสาทให้

                   ท่วงทีแคล่วคล่องว่องไว                    . . .

(ขุนช้างขุนแผน)

 

          ช้าง  ช้างเป็นพาหนะที่สำคัญในการสงคราม การใช้ช้างให้เป็นประโยชน์ในการสงครามของไทยนั้นมีปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงทรงช้างชื่อ เนกพล
ตีทัพขุนสามชนพ่ายหนีไป การรบบนหลังช้างถือเป็นการสู้รบที่มีเกียรติมากด้วยผู้เข้ายุทธหัตถี
จะต้องแสดงฝีมือของตนอย่างสุดความสามารถ และช้างก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมากด้วย  ดังนั้น
ในการสงครามจึงต้องเลือกใช้ช้างที่มีลักษณะดีมีพละกำลังมาก ช้างที่มีลักษณะดีนั้นแบ่งเป็น
10
ตระกูล (สมบัติ  จำปาเงิน  2515 : 435) คือ

                   1. กาฬาวกหัตถี                   มีกายสีดำดังปีกกา

                   2. คังไคยหัตถี           สีกายเหมือนน้ำไหล

                   3. บัณฑรหัตถี           สีกายขาวดังเขาไกรลาส

                   4. ตามพหัตถี            กายสีทองแดงรูปพรรณสูงใหญ่

                   5. บิงคลหัตถี            กายสีทองอ่อนดังสีตาแมว

                   6. คันธหัตถี              กายมีกลิ่นหอมดังไม้กฤษณา

                   7. มงคลหัตถี            กายมีสีนิลอัญชัญ ท่าเดินสง่างาม

                   8. เหมหัตถี              กายมีสีเหลืองทอง

                   9. อุโบสถหัตถี          กายเป็นสีทองคำสุก

                  10. ฉันทันตหัตถี                  กายมีสีขาวบริสุทธิ์ดังสีเงินยวง ปากและเท้าแดงดัง

                                                   ชุบชาดมีกำลังมากกว่าช้างทั้งหลาย

          ลักษณะช้างดีที่เหมาะสำหรับใช้ในการสงครามนั้น ตำราพิไชยสงคราม ไทย-จีน (.วรรธนะหทัย 2508 : 84-85) กำหนดว่าควรมีลักษณะดังนี้

 

ผิว่าช้างเติบโตสูงรูปงาม  รวดเร็ว  กล้าหาญ  งอนงาและโขมดหัวดุจแกล้งปั้น

   เท้าทั้งสี่ยืนยังมั่นคงประดุจเสาประโคน  ปากแดงดุจชาด  ตะคุบหลังดุจวง

   เกาทัณฑ์  น้ำเต้าฟูเต็มตาดุจดาว  งาทั้งสองงอนดุจงอนรถ  หูใหญ่  ข้างสะบ้า

   ดูดุจจามร  เท้าทั้งสี่  งวงและหางลงถึงดิน  มีน้ำมันหน้าหลัง  เสียงดุจฟ้าร้อง

   เมื่อดำเนินดุจราชสีห์  ดำปลอด  ช้างนั้นมีชัยในสงครามแล

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

          ช้างตามตำนานนั้นว่ามีอยู่ 4 ตระกูล (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2505 : 89) คือ

                   1. อิศวรพงษ์  คือช้างที่พระอิศวรสร้างขึ้น  ให้คุณในด้านทรัพย์และอำนาจ

                   2. พรหมพงศ์ คือช้างที่พระพรหมสร้างขึ้น ให้คุณในด้านวิทยาและอายุ

                   3. วิษณุพงศ์    คือช้างที่พระพิษณุสร้างขึ้น ให้คุณในด้านมัจฉมังสาหาร

                   4. อัคนีพงศ์    คือช้างที่พระเพลิงสร้างขึ้น ให้คุณในด้านระงับศึกและอุบาทว์
                                      ทั้งปวง

 

          ช้างที่มีลักษณะดีเมื่อเข้ามาอยู่ในกรมช้างแล้วจะต้องมีพระราชพิธีเฉลิมฉลองและ
รับขวัญด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ

                   1.  ปัดรังควาน สืบเนื่องจากความเชื่อที่ว่าสัตว์ใหญ่ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
จะมีผีร้ายสิงอยู่ เมื่อจะนำมาเลี้ยงและฝึกหัดใช้งานจึงต้องทำพิธีขับไล่ผีร้ายนั้นไปเสีย

                   2. ปลุกปลอบ สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์ที่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้ จึงพยายามสรรหาถ้อยคำไพเราะมากล่อมใจให้ละพยศความดุร้าย

          ผู้ทำพิธีนี้ก็คือพราหมณ์พฤฒิบาศหรือพระหม่อเฒ่า ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับพิธีอันว่าด้วยช้างโดยทั่วไป กับหมอควาญซึ่งเป็นหมอช้างผู้ทรงวิทยาคุณ

          พาหนะเหล่านี้เมื่อเวลาจะตั้งค่ายพักพล ถ้าเหตุการณ์ยังไม่น่าไว้ใจก็ยังคงให้ผูก
เครื่องรบไว้พร้อมสรรพ

                   เครื่องช้างเครื่องม้าทั้งหลาย   อย่าเปลื้องแก้คลาย   จำผูกไว้ประจำการ

 

(ตำราพิไชยสงครามคำกลอน)

 

 

 

          หลักสำคัญในการเลือกแม่ทัพนายกองตามที่กล่าวมาคือ ความสามัคคี ในฐานะแม่ทัพนอกจากจะต้องระวังข้าศึกศัตรูภายนอกแล้วยังต้องปกครองดูแลผู้คนจำนวนมาก แม่ทัพซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดในกองทัพจึงต้องเป็นผู้มีจิตวิทยาอย่างสูงในการที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในกองทัพ เพราะการแตกความสามัคคี ทะเลาะวิวาทบาดหมางกันในกองทัพถ้าแม่ทัพไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ย่อมนำมาสู่หายนะในกองทัพ ดังในคัมภีร์อธิโพธิบาท* ว่าด้วยเรื่องอุบาทว์ทลายกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

          . . .ขอแจ้งโดยวาระบาลี        ในพระคัมภีร์             อุบาทว์อุบัตินานา

          ทนึ่งมุขมนตรีตริชัง                ชิงกันดีหวัง               วิวาทกันวุ่นวาย . . .

         

          ดังนั้นถ้ามุขมนตรีซึ่งหมายรวมถึงแม่ทัพนายกองด้วยมัวแต่ชิงดีชิงเด่นวิวาทกันเป็นอุบาทว์ให้เร่งแก้ไขแล

 

*บางแห่งเรียกเป็นอภิไทโพธิบาทว์

 

 

 

 


 

บรรณานุกรม

 

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ  ตำราคชลักษณ์  พระเศวตรวชิรพาห์  กรุงเทพฯ : กระทรวงมหาดไทย, 2505.

 

เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ราชาธิราช กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา  2496.

 

เทพย์   สาริกบุตร.  คัมภีร์พุทธศาสตราคม กรุงเทพฯ : อุตสาหกรรมการพิมพ์ 2500.

 

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน .. 2542 กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊ค

พับลิเคชั่น, 2546.

 

ศิลปากร, กรม.  เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน กรุงเทพฯ : คลังวิทยา 2506.

 

ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่   กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร 2545.

 

ศรีธรรมาธิราช  เจ้าพระยา ตำราพิไชยสงครามคำกลอน กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิพรรฒธนากร  2473.

 

สมบัติ   จำปาเงิน ความรู้สารพัดชื่อ กรุงเทพฯ โอเดียนร์สโตร์ 2515.

 

สุนทรภู่   สวัสดิรักษา กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา 2504.

 

. วรรธนะหทัย  ตำราพิไชยสงครามไทย-จีน กรุงเทพฯ : เกษมบรรณกิจ 2508.

 




Thai Folk